Author Archive

ดูแลดวงตายังไง ให้มีสุขภาพดี

ดูแลดวงตายังไง ให้มีสุขภาพดี

        บางคนอาจจะสงสัยว่า เพราะอะไรถึงต้องตรวจดวงต ซึ่งความเป็นจริงนั้น โรคที่เกี่ยวกับดวงตา บางโรคนั้น อาจจะไม่แสดงอาการออกมา ให้เราเห็นว่าเรานั้นกำลังเป็นโรคอะไรอยู่ อาจจะถึงระยะที่รุนแรงแล้วก็ได้ และก็ไม่อาจจะรักษาได้แล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงควรที่จะมีการตรวจสุขภาพ ของดวงตาบ้าง  และเราก็มีวิธีในการตรวจรักษา เพื่อให้สุขภาพดวงตาของคุณนั้น มีสุขภาพ
 

วิธีการวัดระดับสายตา ของการมองเห็น   เริ่มแรกให้คุณนั้น ตรวจสภาพตาก่อน ก็คือ วิธีของการวัดระดับ ของการมองเห็นโดยตาเปล่า ๆ เพราะจะสามารถทำให้เราได้รู้ว่า สายตาของเรานั้นเป็นอย่างไร ด้วยวิธีการอ่านแผนภูมิ ของตัวเลขที่มีตัวเล็ก ลงไปเรื่อย ๆ เช่น ระดับของการมองเห็นที่ 20/200 คือ เป็นตัวเลขที่มีขนาดเล็ก มากที่สุด และคุณนั้นสามารถที่จะอ่านได้ โดยอยู่ในระยะห่างประมาณ 20 ฟุต เหมือนกับคนปกติหรือไม่

 


วิธีการวัดสายตา โดยการใช้เครื่องวัดสายตา แบบอัตโนมัติ    ถ้าคุณนั้น ไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ ในระยะ 20  สำหรับการตรวจ โดยการใช้เครื่องวัดสายตา ในแบบอัตโนมัตินั้น ก็สามารถที่จะตรวจ เพื่อหาความผิดปกติของการมองเห็นได้ อย่างเช่น คนที่มีสายตาสั้น คนที่มีสายตายาวตั้งแต่เกิด และคนที่มีสายตาเอียง และก็เกิดจาก กำลังของการรวมแสง ที่เหมาะกับความยาว ของลูกตาเรา สำหรับการวัดสายตา โดยเครื่องวัดสายตา ในแบบอัตโนมัตินั้น ก็หาค่าความผิดปกติ ของการมองเห็นได้

สำหรับการวัด ความดันของดวงตา  ซึ่งจะเป็นการตรวจหา ว่าจะมีโอกาสเป็นโรคต้อหินหรือไม่ เพราะว่าสาเหตุนั้นเกิดจาก ตานั้นไม่ทนต่อความดัน ที่อยู่ภายในตัวเองได้ค่ะ สำหรับคนที่เป็นโรคต้อหิน โดยส่วนมากนั้น จะไม่แสดงอาการออกมา และก็จะมีความดันตา ที่สูงมากกว่าปกติ ประมาณ 10-20 มิลลิเมตรปรอท ถ้าเกิดว่าตรวจแล้วก็จะเห็นว่า ได้มีความดันตาผิดที่ปกติ และจักษุแพทย์นั้น ก็จะทำการตรวจ โดยละเอียด ว่าคุณนั้นได้เป็น โรคต้อหินหรือเปล่า

สำหรับการตรวจ สุขภาพของดวงตา   และสิ่งสุดท้าย สำหรับการตรวจสุขภาพ ของดวงตา ก็คือ การไปพบจักษุแพทย์ และจักษุแพทย์นั้น ก็จะทำการตรวจ โดยละเอียด และก็จะวิเคราะห์ เพื่อหาผลการตรวจ จากนั้นก็จะสรุปผลเพื่อให้รู้ ส่วนแพทย์นั้น ก็อาจจะมีการแนะนำ ให้มีการตรวจเพิ่มเติม เพื่อที่จะหาโรคเกี่ยวกับตาอื่น ๆ

7 เคล็ดลับเพื่อบุคลิกภาพที่ดี

7 เคล็ดลับเพื่อบุคลิกภาพที่ดี

วิธีการมอง

         คุณทราบหรือไม่ว่า สายตาของคนเรานั้น สามารถที่จะบอกถึงความรัก, ความเกลียดชัง, ความเมตตาปรานี, ความโกรธแค้น, ความเคารพนับถือ, หรือว่าความเหยียดหยาม, การดูหมิ่นดูและแคลนได้ เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อคุณจะมองใคร คุณจะต้องพยายาม ให้ใช้สายตาที่สุภาพเรียบร้อย และก็ระวังการใช้สายตาอย่างมาก  เพื่อไม่ให้คนอื่นนั้นเกิดความเข้าใจผิด หรือว่ารู้สึกที่ไม่ดีต่อคุณได้

วิธีการแต่งตัว
         ในการแต่งกายนั้น สามารถบ่งบอกถึง ความพิถีพิถัน และก็เอาใจใส่ในตัวเอง ก็จะช่วยทำให้คุณดูดี หรือว่าดูแย่ก็ได้ และในทุกครั้งที่คุณเลือกเครื่องแต่งกายนั้น หรือว่าคุณกำลังจะแต่งกาย คุณจะต้องคำนึงถึง ความสะอาดและความเรียบร้อย เพื่อให้ถูกต้อง และก็เหมาะสมในกาลเทศะต่าง ๆ  และการแต่งกายให้พอดี คุณอย่าแต่งให้มากจนเกินไป หรือว่าน้อยจนเกินไปจนดูน่าเกลียด

วิธีการพูด

         คุณจะต้องมีศิลปะของการพูด คุณจะต้องพูดให้ชนะใจผู้ฟัง และคุณนั้นจะต้อง  พูดสุภาพ, ไพเราะ, และก็มีน้ำเสียงที่น่าชวนฟัง, เสียงดังฟังชัด, พูดจาฉะฉาน และก็ใช้คำพูดที่เหมาะสม และคุณจะต้องคำนึงถึงวัย, เพศ, ระดับของการศึกษา, อาชีพ, และก็ความสนใจพิเศษของคนฟังด้วย รวมทั้งคำนึงถึงสถานที่, เวลา, และก็โอกาส

วิธีการเดิน

         คุณจะต้องเดินตัวตรง ๆ โดยมีอกผาย และก็ไหล่ผึ่ง เพื่อที่จะให้คุณดูสง่า แต่ก็ไม่ต้องถึงขนาด หลังตรงตัวแข็ง คุณก็ควรจะเดินให้มีท่าทาง ที่สง่าและก็เรียบร้อย ในขณะที่เดินนั้นก็ให้ก้าวเท้าที่ยาวพอสมควร และก็สอดคล้อง กับเสื้อผ้าที่คุณสวมใส่ด้วย รวมทั้งรองเท้าที่คุณสวมใส่เช่นกัน

 วิธีการแสดงท่าทาง

         คุณจะต้องระวังท่าทาง ที่แสดงไม่สวยงาม ในขณะเวลาพูด หรือว่าทำอะไรก็แล้วแต่ คุณอย่าแสดงท่าประกอบมากจนเกินไป ถึงกับน่าเกลียด หรือว่าแสดงอาการไม่สุภาพ และท่าทางที่ดีนั้น ก็จะต้องมาจากความสงบ, ความสำรวม รวมทั้งการให้เกียรติตนเอง และก็คนอื่น

 ทักษะของการทำงาน

        การทำงานที่ไหนก็ตาม คุณจะต้องทำมันให้ดีที่สุดคุณจะต้องทำด้วยท่าทางที่คล่องแคล่ว ทำด้วยความชำนาญ และก็ให้ได้ผลงานออกมาดี และจะต้องทำด้วยความมุ่งมั่น และก็ตั้งใจและก็อย่าให้น้อยกว่าความสามารถที่คุณมี หรือว่าทำได้

 การมีสุขภาพที่ดี

        คุณจะต้องระวังสุขภาพของคุณให้ดี คุณอย่าให้มีโรคต่าง  ๆ  และระวังรักษาสุขภาพร่างกายของคุณให้สมบูรณ์ และก็แข็งแรงอยู่ตลอดเวลา สำหรับคนที่ป่วยอยู่ตลอดเวลานั้น ก็จะดูเป็นคนขี้โรค และก็จะดูน่าเป็นห่วง และก็ดูอ่อนแอ และก็ไม่คล่องแคล่ว

ทำยังไงถึงจะมีงานทำ

ทำยังไงถึงจะมีงานทำ

 

ยังคงมีคนอีกจำนวนมากที่กำลังตกงานอยู่ตอนนี้ และก็มีอีกหลายคนที่ได้งานทำแล้ว ส่วนคนที่ตกงาน ก็อาจจะยังขอเงินพ่อกับแม่อยู่ในช่วงที่ตกงาน  คิดแล้วก็กลุ้มนะค่ะ เพราะว่าใน แต่ละปี จะนักศึกษาที่กำลังจบใหม่เป็นจำนวนมากเลยทีเดียว  จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการแข่งขันกัน เพื่อที่จะได้มีงานทำ บางคนที่จบมาแล้วอาจจะมีคนรู้จักรับไปทำงานเลยก็มี  หรือว่าคนที่จบแล้วมีเกรดที่สูง ๆ บริษัทก็จองตัวไปทำงานซะแล้ว  แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังจะต้องหางาน  คุณอาจจะเหนื่อยกับการหางานที่แสนจะลำบาก และในวันนี้เรามีวิธีเตรียมตัวหางานสำหรับนักศึกษาทั้งหลายที่กำลังจะจบค่ะ

  ในช่วงตอนที่คุณเป็นนักศึกษานั้น นอกเหนือจากการตั้งใจเรียนแล้ว  คุณจะต้องเริ่มค้นหาตัวเองว่าคุณชอบอะไร ว่าคุณนั้นอยากที่จะทำงานเกี่ยวกับอะไร  ถ้าคุณรู้แล้วว่าคุณชอบอะไรก็ให้คุณเตรียมความพร้อมสำหรับการสัมภาษณ์งานได้เลยค่ะ  และถ้าคุณได้งานแล้ว คุณก็อย่าลืมว่าตัวคุณนั้นจะพัฒนาไปเช่นไรต่อไป การที่เราให้คุณคิดก่อนนั้น  เป็นเพราะว่าคนส่วนมากจะทำงานไม่ตรงกับที่เรียนมา อย่างเช่น มีบางคนที่เรียนจบทางด้านเภสัชกรมา  แต่สุดท้ายกลับต้องมาทำงานเป็นนักแต่งเพลงซะงั้น  และที่สำคัญนั้นการหางานไม่ได้ขึ้นอยู่กับความชอบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  แต่มันก็ขึ้นอยู่กับจังหวะ  และก็โอกาสนั้น ๆ ด้วย

เรามีความเชื่อว่า นักศึกษาบางคนไม่ได้ชอบคณะที่เรียน และสิ่งที่นักศึกษาเรียนมานั้น  ก็สามารถช่วยในอาชีพงานได้ส่วนหนึ่ง  แต่ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ คุณจะต้องทำการค้นหาตัวเองว่าคุณนั้น ชอบในสิ่งไหน และต้องการจะทำอะไร ถึงแม้ว่าคุณจะค้นพบตัวเอง  หลังจากที่คุณเรียนจบไปแล้วก็ตามมันยังไม่สายเกินไป

เคล็ดลับก่อนสมัครงาน (ต่อ..)

เคล็ดลับก่อนสมัครงาน (ต่อ..)

 

6.   คุณจะต้องทำตัวให้นายจ้างเห็นถึงความมุ่งมั่นของคุณ และก็ความมั่นใจที่มีอยู่ในตัวคุณ ว่าคุณนั้นต้องการที่จะเข้ามาทำงานกับบริษัทนี้อย่างจริงจังและก็มุ่งมั่น  คงไม่มีนายจ้างคนไหนที่อยากจะได้พนักงานที่มีความเฉื่อยชา ซักช้า หรือไม่ก็แสดงความกระตือรือร้นในการงาน และที่สำคัญถ้าคุณอยากได้งานจริง ๆ  คุณก็อย่าแสดงอาการออกโดยการไม่สนใจอะไรเลย หรือว่าเฉยเมยทำเป็นไม่รู้เรื่อง ไม่มีความกระตือรือร้น

7.   คุณอย่าทำตัวเป็นคนที่มีปัญหา ในเรื่องของเงื่อนไขต่าง ๆ ของทางบริษัท อย่างเช่น คุณมีข้อต่อรองในเรื่องต่าง ๆ เช่น เรื่องของเงินเดือน, เรื่องของวันหยุด, เรื่องของหน้าที่และก็ความรับผิดชอบ, เรื่องของสถานที่ทำงาน, เรื่องการทำงานที่ล่วงเวลา, และก็รวมถึงระยะเวลาการเดินทางต่าง ๆ  เพราะว่าเรายังไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน เพราะฉะนั้น คุณไม่ควรทำตัวให้มีปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้กับทางบริษัท วิธีที่ดีนั้นคุณควรจะหาความรู้รอบตัวเกี่ยวกับบริษัทนั้น ๆ ก่อนที่คุณจะมาสัมภาษณ์งาน  เพราะถ้าคุณไม่มีความสะดวกในส่วนของเรื่องใด คุณก็ควรจะไม่รับนัดสัมภาษณ์กับทางบริษัทตั่งแต่เริ่มต้น

8.  คุณควรจะฝึกอ่านคำศัพท์ต่าง ๆ ที่จะต้องใช้ในการสมัครงานกับบริษัท เพราะว่าถ้ามีใบสมัครที่เป็นภาษาอังกฤษคุณจะได้กรอกได้

เคล็ดลับก่อนสมัครงาน

เคล็ดลับก่อนสมัครงาน

 ปัจจุบันบริษัทส่วนมากจะรับพนักงานที่มีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อนมาร่วมงานด้วยและจะเลือกบุคคลเหล่านี้ มากกว่าที่จะเลือกรับนักศึกษาที่กำลังจบใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน

เพราะฉะนั้นสาว ๆ ทั้งหลายที่กำลังจบใหม่และกำลังมองหางานอยู่ควรจะปฏิบัติตนก่อนที่จะไปสมัครงาน เพื่อที่จะได้เข้ารับการพิจารณาในด่านแรก คือ

  1. ห้ามแต่งชุดนักศึกษาในการไปสมัครงาน แต่คุณควรจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สุภาพเพื่อที่จะให้คุณดูมีความเป็นผู้ใหญ่ และก็ดูมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
  2. คุณควรจะจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ในการสมัครงานไปด้วย อย่างเช่น ปากกา, ดินสอ, ยางลบ, กรรไกร, และที่เย็บกระดาษ เพื่อจะทำให้นายจ้างได้รู้ว่าคุณก็มีความพร้อมในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ
  3. คุณจะต้องเตรียมเอกสารในการสมัครงานไปให้พร้อม อย่างเช่น รูปถ่าย, สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาวุฒิการศึกษาและสำเนาทะเบียนบ้าน คุณควรจะจัดเตรียมไว้เป็นชุดเพื่อที่จะอำนวยความสะดวกในการสมัครงาน
  4. ก่อนที่คุณจะไปสมัครงานคุณควรจะมีทักษะที่จะใช้ในการสมัครงาน อย่างเช่น วิธีการใช้งานคอมพิวเตอร์เบื้องต้นที่คุณควรจะรู้, วิธีการใช้งานอินเตอร์เน็ต, วิธีการรับส่งอีเมลล์ เพราะบริษัทส่วนใหญ่ต้องการความรู้พื้นฐานจากพนักงาน
  5. คุณควรจะศึกษาวิธีการใช้อุปกรณ์สำนักงานพื้นฐานไว้ อย่างเช่น เครื่องถ่ายเอกสาร, เครื่องพริ้นเตอร์, เครื่องแฟกซ์ ก่อนที่คุณจะไปสมัครงาน เพราะว่าอุปกรณ์สำนักงานเหล่านี้ใช้ไม่ยากนัก

การเตรียมตัวเป็นผู้บริหารที่ดีต้องมีวิธี ดังนี้

 

การเตรียมตัวเป็นผู้บริหารที่ดีต้องมีวิธี ดังนี้

ผู้บริหารที่ดีจะต้องมีการปกครองอย่างมีศิลปะและสามารถครองใจคนและสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดคุณภาพ และยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรอีกด้วย

ประเภทของผู้บริหาร

1. ผู้นำประเภทเผด็จการ คือ จะเป็นผู้นำที่มีความเด็ดขาดและถือเรื่องระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัดในการดำเนินและงานการตัดสินใจต่าง ๆ จะขึ้นอยู่กับผู้นำคนเดียวเท่านั้น ในเรื่องของการบริหารงานทางด้านวิชาการและทางด้านธุรกิจจะเปรียบเหมือนกับกิจการที่เป็นเจ้าคนเดียว

2. ผู้นำประเภทประชาธิปไตย คือ เป็นคนที่มีความสำคัญให้สิทธิ์ทุกคนในการแสดงความคิดเห็น มีสิทธิในการเรียกร้องต่าง ๆ  โดยเป็นประชาธิปไตยจึงเป็นผุ้นำอีกประเภทหนึ่งที่สังคมยอมรับ และผูู้นำประเภทนี้จะเป็นที่รักใคร่ของผู้เพื่อนร่วมงานเป็นอย่างมาก ผู้นำประเภทนี้จึงมีจำนวนมาก  แต่ว่าบางครั้งคนอาจจะมองว่าเป็นผู้นำที่ไม่มีจุดยืนของตัวเอง หรือว่ามองโลกในแง่ดีเกินไป

ในบางที่ผู้ใต้บังคับบัญชาอาจจะไม่ชอบผู้นำประเภทนี้มากเท่าไหร่ เพราะว่าในทางปฏิบัตินั้นผู้นำบางคนอาจจะเป็นผู้นำทั้งสองประเภทในคนคนเดียวกัน และอาจจะมีลักษณะความแตกต่างที่โดดเด่นกันออกมาในแต่ละประเภท ซึ่งก็จะสามารถควบคุมการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงได้เช่นกัน การใช้อำนาจหน้าที่ของผู้นำจะมีความแตกต่างกันออกไป เพราะว่าในตัวผู้นำแต่ละคนนั้นจะมีอำนาจและมีอิทธิพลสามารถที่จะดำเนินการหรือว่าสั่งการได้ตามความเหมาะสม

การใช้อำนาจหน้าที่ของผู้บริหารสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้

1. การใช้อำนาจหน้าที่ที่เด็ดขาด  การใช้อำนาจประเภทนี้จะเห็นได้ชัดเจนมากที่สุดคือ ในวงการทหารหรือว่าตำรวจ เพราะจะต้องมีความเด็ดขาดในการสั่งการเท่านั้น เพราะทั้งทหารและตำรวจ จะต้องมีระเบียบวินัยในการปกครอง  ถ้าหากตำรวจที่มีอาวุธอยู่ในมือ หากพวกเขาขาดวินัยก็จะเปรียบเสมือนกับโจรที่สามารถจะผิดได้ทุกเมื่อ

2. การใช้อำนาจหน้าที่อย่างมีศิลปะ  คือผู้นำโดยส่วนมากแล้วจะต้องเป็นผู้ที่มีคววามรู้และความสามารถ, มีความอดทนและก็ประสบการณ์ในการบังคับบัญชาคนอื่น โดยจะต้องทำงานแบบเอาใจเขามาใส่ใจเราแล้วสิ่งดี ๆ ต่าง ๆ รวมไปถึงผลงานของเราก็จะเป็นที่ยอมรับ

3. การใช้อำนาจหน้าที่ด้วยวิธีการปรึกษาหารือ คือเป็นวิธีการใช้อำนาจอีกวิธีหนึ่งที่มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายเพราะว่าผู้บริหารที่เปิดใจยอมรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงาน เช่น เรื่องการสอนงานให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาของเราเป็นไปในลักษณะการใช้อำนาจหน้าที่ด้วยวิธีการปรึกษา

4. การใช้อำนาจหน้าที่แบบมีส่วนร่วม คือบางคนอาจจะมองว่าการใช้อำนาจหน้าที่แบบมีส่วนร่วมนี้ก็ถือเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดแล้วเพราะว่าผู้บริหารเปิดใจกว้าง และผลงานที่ได้ก็จะมีประสิทธิภาพที่สูงสุดแต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบในงานของแต่ละคนด้วย ในทางทฤษฎีนั้น การใช้อำนาจหน้าที่ให้เป็นประโยชน์อาจจะเปลี่ยนไปตามเหตุการณ์ต่าง ๆ หรือว่าสภาพแวดล้อมรวมไปถึงลักษณะของการงานในแต่ละกิจกรรมด้วย

หน้าที่ของผู้บิหารสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้

1. ลักษณะการควบคุม ในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครอยากจะให้มีคนมาควบคุม ในทางปฏิบัติงานเราควรจะควบคุมอยู่ห่าง ๆ เพื่อไม่ให้เขาอีดอัดมากเกิดไปและวิธีนี้จะได้ผลดีมากในเรื่องของการติดตามผลงานหรืออาจจะใช้วิธีการควบคุมด้วยระบบเอกสาก็ได้

2. ลักษณะการตรวจตรา เป็นหน้าที่ของผู้บริหารอยู่แล้วที่จะต้องติดตามความเคลื่อนไหวต่าง ๆ หรือว่าผลการทำงานตามขั้นตอนและวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในเหตุการณ์นั้นได้ทัน

3. ลักษณะการประสานงาน เป็นการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่ทำงานร่วมกัน รวมไปถึงเรื่องของตำแหน่งหน้าที่และการงานซึ่งถือว่ามีความจำเป็นและมีความสำคัญมากในการปฏิบัติงานแต่ล่ะครั้ง

4. ลักษณะการวินิจฉัยหรือสั่งการ คำสั่งของผู้นำนั้นเรื่องสำคัญ เพราะว่าผู้นำที่ดีจะต้องรู้จักการใช้คนให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด การสั่งการที่ดีจะต้องมีความชัดเจนที่สุดและสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที

5.  ลักษณะการโน้มน้าวให้ทำงาน ผู้บริหารหรือว่าผู้นำจะต้องชักชวนให้ลูกน้องมีความสนใจในการทำงานและทำด้วยความตั้งใจ มีความซื่อสัตย์สุจริตในการทำงาน และจะต้องเต็มใจที่จะทำงานนั้น ๆ ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

6. ลักษณะการประเมินผลงาน จะต้องมีการพิจารณาความดีความชอบในการทำงานของพนักงานเพราะถือว่าเป็นหน้าที่ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง และจะเป็นการเพิ่มขวัญและกำลังใจในการทำงานให้กับพวกเขาด้วย

 

 

วิธีการสื่อสารให้ลูกค้าพึงพอใจ

วิธีการสื่อสารให้ลูกค้าพึงพอใจ

ธุรกิจต่าง ๆ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เพระาว่านี้คือหัวใจหลักของธุรกิจก็ว่าได้นั่นก็คือการบริการลูกค้าและการติดต่อสื่อสาร กับลูกค้า ไม่มีสิ่งไหนจะมาเทียบเท่ากับการที่เราจะต้องบริการและติดต่อสื่อสารกับลูกค้า และให้บริการเพื่อให้ลูกค้าได้ความพึงพอใจกลับออกไป ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ วิธีในการที่จะสื่อสารเพื่อให้ได้มาถึงความต้องการที่ของลูกค้า และเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า และเราขอเสนอวิธีในการปฏิบัติต่างต่อลูกค้าดังนี้คือ พยายามพูดน้อยๆฟังให้มากๆเวลาลูกค้าต้องการที่จะพูดแสดงความคิดเห็น เราก็จะต้องเป็นผู้ต้องรับฟัง และเวลาเราจะแสดงความคิดเห็น  ลูกค้าก็จะต้องยินดีรับฟังความคิดเห็นของเราด้วย อย่าเสียมารยาทด้วยการพูดสอดแทรกกลางคัน เพราะว่าการพูดสอดแทรกบ่อย ๆ ขณะที่ลูกค้ากำลังพูดนั้น จะทำให้ลูกค้าเสียความรู้สึก และจะเป็นการสร้างความไม่พึงพอใจแก่ลูกค้าไปโดยปริยาย พยายามอย่าเอาแต่โต้แย้งลูกค้า ข้อนี้จะเป็นข้อที่สำคัญมากๆ  เพราะว่าคนเรามักเจะคารพคนที่พูดจาดูนอบน้อมเรียบร้อยแต่ถ้าเกิดว่าเราพูดจาเสียงดังหรือยอกย้อน ก็จะทำให้ลูกค้าไม่อยากจะฟังเรา และที่สำคัญคนชอบโต้แย้งก็จะไม่มีทางรู้ถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้ อย่าแย่งกันแสดงความคิดเห็น ในทางที่ดีเราควรให้ลูกค้าได้แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก แล้วเราค่อยตอบคำถามหรือพูดแสดงความคิดเห็นเป็นลำดับถัดมา และเมื่อเราทำความเข้าใจกับความต้องการทั้งหมดและก็สภาพของลูกค้าแล้ว เราควรจะทบทวนความต้องการอีกครั้ง และโดยทั่วไปแล้วลูกค้าก็หวังที่จะให้เรารู้ถึงความต้องการของลูกค้าด้วย แต่ถ้าเรายอมอ่อนข้อให้กับลูกค้าในบางเรื่อง และก็พยายามที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ก็จะทำให้ลูกค้าสนใจและอยากจะรับฟังเรามากขึ้นมากขึ้น และยังจะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจเหตุผลของเราได้ด้วย พยายามอย่าคัดค้านความคิดเห็นของลูกค้าต่อหน้า อันที่จริงแล้วคนเราล้วนแต่ชอบรักษาท่าทีกัน ไม่อยากหาเรื่องขัดแย้ง เหตุผลที่สำคัญคือ เราจะต้องมีเป้าหมายที่จะให้บริการกับลูกค้าโดยจะต้องอยู่ในกรอบที่เราสามารถทำได้ด้วยและสิ่งสุดท้ายที่สำคัญในการบริกาให้กับลูกค้าคือ พนักงานจะต้องถามตัวเองว่าระหว่างการทำให้ลูกค้ามีความพึงพอใจ กับการเอาชนะลูกค้าอันไหนสำคัญกว่ากัน สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นเพียงเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยให้ธุรกิจของท่านประสบความสำเร็จได้ ถ้าเราบริการลูกค้าแล้วทำให้ลูกค้าประทับใจมีการบริการหลังการขายที่ดีก็จะทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการของเราอีก ทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในการบริการของเราแถมยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจของเราเองอีกด้วย